เกี่ยวกับเรา
โครงการบริหารจัดการนํ้าอย่างยั่งยืน ที-วอเตอร์ (อีอีซี)
เรามีแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ปริมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ให้บริการในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี
บริษัท ที-วอเตอร์ (อีอีซี) จํากัด ได้รับทราบนโยบายของภาครัฐที่กําหนดให้ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยรัฐบาลไทยได้กําหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ดีปัญหาขาดแคลนนํ้าในภูมิภาคทําให้การพัฒนาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
บริษัทได้รับอนุญาตการใช้นํ้าประเภทที่สามจํานวน 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากกรมชลประทานโดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (กนช.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ทําให้สามารถบริหารจัดการจ่ายนํ้าในเขตพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดฉะเชิงเทราต่อเนื่องมายังตอนเหนือของจังหวัดชลบุรีตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 และ 331 เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
อ่างเก็บน้ำมีจำนวนจำกัด
ทําให้ในช่วงฤดูฝนบางพื้นที่เกิดปัญหานํ้าท่วมและมีปริมาณนํ้าไหลทิ้งลงทะเลจํานวนมาก
โครงข่ายบ่อดิน (แก้มลิง)
โครงการได้ทำการปรับปรุงกลุ่มบ่อดินลูกรังเก่ามาใช้เป็นอ่างเก็บน้ำของบริษัท ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและนำน้ำมาใช้ประโยชน์
แหล่งน้ำต้นทุนใหม่
โครงการของเรามีแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ให้บริการน้ำในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี
รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและชุมชน
แหล่งน้ำต้นทุนใหม่ของเราจะช่วยสนับสนุนให้พื้นที่มีการขยายตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน
ที-วอเตอร์ (อีอีซี) ศึกษาความเป็นไปได้ของ "โครงการแก้มลิง"
เราได้รับอนุญาตให้สูบน้ำในช่วงฤดูฝนและนำมาเก็บไว้ในโครงข่ายบ่อดินของบริษัทเพื่อนำมาให้บริการน้ำแก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โครงข่ายท่อส่งน้ำในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ปัญหาการขาดแคลนนํ้าในพื้นที่เกิดจากปริมาณนํ้าต้นทุนที่จํากัด ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก
จากแผนที่โครงข่ายท่อส่งนํ้า (Water Grid) ในเขตพื้นที่ EEC จะเห็นได้ว่าโครงข่ายท่อส่งนํ้าเกือบทั้งหมดจะอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรีและระยองตามแนวใกล้ชายฝั่งทะเลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนํ้าของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่สร้างอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการบุกเบิกวงการอุตสาหกรรมในยุคของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออก Eastern Seaboard Development Program เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้มีชุมชนและนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่น ทําให้ราคาที่ดินเปล่าพุ่งสูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องอาศัยนํ้าจากอ่างเก็บนํ้าในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณนํ้าต้นทุนที่จํากัดในขณะที่ประชากรมีอัตราเพิ่มสูงยิ่งขึ้น
จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสม ไม่ไกลจากท่าเรือ-สนามบิน มีเครือข่ายถนนที่ดี และมีสาธารณูปโภคที่สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ตามแนวถนนหลวงหมายเลข 304 และ 331 ขึ้นมาทางอําเภอแปลงยาวและอําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรามีความเหมาะสม แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีโครงข่ายน้ำที่สามารถส่งนํ้าให้กับภาคอุตสาหกรรมได้เพียงพอและยั่งยืน ซึ่งโครงการของเราสามารถเติมเต็มในส่วนนี้ได้อย่างลงตัว
จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพแต่ขาดน้ำ
ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรายังไม่มีโครงข่ายน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถส่งน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนได้อย่างยั่งยืน
จังหวัดชลบุรีและระยองหนาแน่น
พื้นที่ได้รับการบุกเบิกเมื่อกว่า 30 ปีก่อน นิคมอุตสาหกรรมหนาแน่นทำให้ที่ดินมีราคาสูงและประชากรมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น
อ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัด
จังหวัดฉะเชิงเทราต้องพึ่งพาน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพียง 2 แห่ง ทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานจริง
โครงการของเราคือคำตอบ
โครงข่ายน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้พื้นที่สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและชุมชน
โครงการของเราได้รับสิทธิ์ตามแนวทางหลวงหมายเลข 304 และ 331
เรามีศักยภาพในการจัดหาน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี
นํ้าต้นทุนแหล่งใหม่ของเราคือโอกาสใหม่ของ EEC
พื้นที่ตามแนวถนนหลวงหมายเลข 304 และ 331 เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนแหล่งน้ำขนาดใหญ่
บริษัท ที-วอเตอร์ (อีอีซี) จํากัด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่ทําให้การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ EEC ถูกจำกัด เพราะต้องพึ่งพานํ้าจากอ่างเก็บนํ้าในพื้นที่ซึ่งมีอยู่จำกัด ในขณะที่ชุมชนเมืองขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทําให้ความต้องการใช้นํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงขึ้นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาการแย่งนํ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ดังนั้นหากไม่มีนํ้าต้นทุนแหล่งใหม่เพิ่มเข้ามา ปัญหาการขาดแคลนนํ้าสําหรับภาคอุตสาหกรรมและชุมชนก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน
ได้รับใบอนุญาตวางท่อส่งน้ำ
เราวางท่อส่งน้ำระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีผู้ให้บริการน้ำ
ท่อส่งน้ำหลักวางตามแนวทางหลวง
เราได้รับสิทธิ์วางท่อส่งน้ำตามแนวทางหลวงหมายเลข 304 และ 331
แหล่งน้ำต้นทุนใหม่
โครงการของเรามีศักยภาพสูบน้ำในช่วงฤดูฝน ปริมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
บริษัท ที-วอเตอร์ (อีอีซี) จํากัด จึงได้พัฒนาโครงการบริหารจัดการนํ้าขึ้นมาโดยจะผันนํ้าจากแหล่งนํ้าที่มีความสมบูรณ์ โดยมีปริมาณนํ้าต้นทุนใหม่ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีและโครงข่ายท่อนํ้าความยาวรวมกว่า 100 กิโลเมตร นํามาเก็บไว้ในโครงข่ายบ่อดินของบริษัท ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตรอยต่อของอําเภอพนมสารคามและอําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้สามารถกระจายนํ้าไปยังผู้ใช้นํ้าผ่านโครงข่ายท่อส่งนํ้าของบริษัท ซึ่งจะวางตามแนวทางหลวงหมายเลข 304 และ 331 โดยสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำทั้งสองฝั่งตามแนวถนนจากอําเภอพนมสารคามและอําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปจนถึงอําเภอบ้านบึงและอําเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นการสนับสนุนพื้นที่ที่มีศักยภาพสําหรับภาคอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
บริษัท ที-วอเตอร์ (อีอีซี) จํากัด ได้รับอนุญาตให้วางโครงข่ายท่อส่งนํ้าตามแนวถนนสายหลัก โดยเริ่มจาก กม. 31.498 ถึง กม 46.770 ของทางหลวงหมายเลข 344 ในเขตอําเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี และมารวมกับทางหลวงหมายเลข 331 จาก กม. 63.449 ในเขตอําเภอบ้านบึง ผ่านอําเภอพนัสนิคม อําเภอหนองเหียง และอําเภอบ้านโพธิ ก่อนจะเข้าในเขตจังหวัดฉะเชิงเทราที่อําเภอแปลงยาว จนมาสิ้นสุดที่ กม. 131.605 ในเขตอําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา บริษัทของเรายังได้รับอนุญาตให้วางท่อตามแนวถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตเทศบาลตําบลปากนํ้า อําเภอบางคล้า และตําบลเมืองใหม่ อําเภอราชสาส์น โดยตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 304 ไปจนถึงตําบลหนองแหน อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่ตั้งหลักของโครงข่ายบ่อเก็บนํ้าของบริษัท รวมระยะทางแนวท่อทั้งสิ้นกว่า 100 กิโลเมตร
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
การบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งกลยุทธการพัฒนาอย่างยั่งยืน